วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ร้านต้มตุ๋น สไตล์ "เนื้อต้มบ้านม้า"

อัสลามุอะลัยกุมฯ .....บิสมิ้ลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม.


       วันนี้บ่ายๆ วันเสาร์ แดดคล้อยๆ กระผมและทีมกินได้มายังร้านเนื้อต้มร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ริมถนนรามคำแหง ปากซอยรามคำแหง 81/4 ชื่อร้าน "เนื้อต้มบ้านม้า" ร้านนี้เน้นเนื้อเป็นเมนูหลักของร้าน เด่นๆ ก็จะเป็นเนื้อตุ๋น สเต็กเนื้อ แต่ก็มีเมนูอื่นๆ ประกอบด้วย  การเดินทางมาที่ร้านถ้ามาจากพระรามเก้าหรือคลองตัน ก็มุ่งหน้ามาทางถนนรามคำแหง ใช้เส้นทางถนนด้านล่างนะครับ (ถ้าขึ้นทางยกตอนลงจะเลยร้านไปแล้วต้องเสียเวลากลับรถมาใหม่) วิ่งตามถนนมาเรื่อยๆ จนเจอปากซอยรามคำแหง 81 ซ้ายมือ ให้วิ่งชิดซ้ายเลยมาอีกหน่อยจะเจอป้ายรถเมล์ เลยป้ายรถเมล์มาอีกนิสเดียว จะเห็นป้ายชื่อร้านชัดเจนอยู่ซ้ายมือ สามารถเลี้ยวรถไปจอดในซอยถัดจากร้านได้เลยครับ อ่อเพิ่มเติมให้อีกหน่อยส่วนใครที่เดินทางมาจากทางแยกลำสาลี เมื่อเข้าเส้นถนนรามคำแหงแล้วให้ใช้เส้นทางด้านล่างเหมือนกัน เพื่อไปกลับรถตรงสถานีตำรวจหัวหมากครับ






การตกแต่งภายในร้านจะออกแนวย้อนยุด อนุรักษ์ของเก่า มีของเก่าหลากหลายชนิด เรียกได้ว่าทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันจัดมาครบเลยทีเดียว  โต๊ะและเก้าอี้ที่นำมาใช้ให้ความรู้สึกแนวโรงเตี๊ยม , ร้านน้ำชา ประมาณนั้น ด้วยการตกแต่งและการจัดไฟในร้านให้ดูสลัวๆ(ตอนกลางวัน) ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบเลย






       เมนูแนะนำของร้านจะมีติดรูปและราคาให้เห็นชัดเจน แต่วันนี้ลองสั่งมาบางเมนูเท่านั้นไล่เรียงกันมาดังนี้ครับ เกาเหลาเนื้อตุ๋น , ข้าวไก่พริกไทยดำ , ต้มยำสด , ข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอด และ สเต๊กเนื้อสัน




ชามนี้คือเกาเหลาเนื้อตุ๋น สั่งแบบพิเศษมา ราคาปกติชามละ 50 บาท ถ้าพิเศษ(เพิ่มเอ็นกรอบหรือเนื้อมันแทรก) ราคาชามละ 70 บาท หน้าตาดูดีทีเดียวเห็นแล้วนึกถึงเนื้อเมื่อเข้าไปในปากคงจะหวานนุ่มลิ้นแน่ๆ เลย ลองชิมน้ำซุปก่อนครับ อืมมมมม....ไม่มีรสชาติครับ แต่หอมเครื่องที่ตุ๋นดี พอปรุงรสตามที่ชอบ เฮ้ย!! กลมกล่อมและชูรสชาติได้ดีเลย เมื่อลิ้มชิมเนื้อก็นุ่มลิ้นเคี้ยวง่ายดังที่มโนไว้  ไหนๆ ก็เกาเหลาแล้ว ข้าวสิครับรอไร?? เสิร์ฟใส่ชามเล็กกว่าชามเกาเหลาแต่ก้นลึก ใส่พูนๆ หน่อย อิ่มจริง



ข้าวไก่พริกไทยดำ จานนี้ปริมาณปานกลางไม่มากไม่น้อยเกินไป เสิร์ฟคู่น้ำจิ้ม เมนูนี้โดยส่วนตัวและทีมกินไม่ค่อยประทับใจนัก(ทางร้านมีติดป้ายให้แสดงความคิดเห็นได้ แต่ด้วยพรสวรรค์ที่ปันให้ชิม อาจถูกปากหลายๆ ท่านที่เป็นลูกค้า เลยไม่ได้บอกอะไรไปครับ เกรงว่าความเป็นดั้งเดิมของสูตรอาหารจะเพี้ยนไป) ส่วนตัวคิดว่าตัวไก่ที่ผัด(หรือราด)ซอสมานั้นค่อนข้างจืดไปนิดนึง ไม่ออกหวานหรือเค็มนัก จึงได้จัดน้ำจิ้มมา แต่น้ำจิ้มออกรสเปรี้ยว ทั้งไก่และน้ำจิ้มเมื่อกินแล้วทำให้นึกถึงแกงกุรุหม่าที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเลย ราคาจานนี้ต้องขออภัย  -_< ลืมดูราคามาครับ





ต้มยำสด ชามนี้จัดว่าโดนด้วยรสชาติแปลกแหวกแนว(หรือไม่เคยกินมาก่อนนั่นเอง) ต้มเนื้อตุ๋นใส่ตะไคร้ อาจจะมีข่าด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ มีน้ำมะนาวและพริกขี้หนูมาให้เพิ่มด้วย ราคาคิดแบบเดียวกับเกาเหลาเนื้อตุ๋น อร่อยๆๆๆๆ


จานนี้เค้าให้ชื่อว่า ข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอด สไตล์ญี่ปุ่น ไอ้ตัวเราก็ไม่ค่อยจะถนัดแนวนี้เท่าไรนัก แต่หน้าตามันน่ากิน เลยต้องลิ้มชิมรสสักหน่อย ภาพรวมของจานนี้คือไก่บดปรุงรสขึ้นรูปเป็นแผ่นหนาพอประมาณ ทอดจนเหลืองน่ากินมาก วางอยู่บนข้าวที่ราดด้วยแกงกะหรี่ข้นๆ รสชาติแกงจะชัดเจนถึงเครื่องแกงกะกรี่และมันบดที่อยู่ในนั้น  แต่ไม่จัดจ้านมาก ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน โดยรวมแล้วคือดี แต่ติดเลี่ยนเล็กน้อย สนนราคาอยู่ที่ 80 บาท



สเต็กเนื้อสัน หั่นมาพอดีคำ ค่อนข้างจะมีมันเยอะ เสิร์ฟมากับสลัดผัก และมันฝรั่งแท้ๆ กริลหอมๆ ตัวซอสที่ราดเนื้อมารสชาติค่อนข้างดี  เนื้อที่สั่งเอาแบบสุกพอดีก็ยังไม่เหนียว จานนี้ 100 บาท

       นอกจากเมนูที่สั่งมาลิ้มลองวันนี้แล้ว ทางร้านยังมีเมนูที่น่าสนใจโดยเฉพาะตัวนี้ "เนื้อเปื่อย ผัดโคตรเผ็ด" ที่ชื่อชวนให้ลองเป็นอย่างมาก แต่ทางทีมกินเราวันนี้บอกไว้คราวหน้าค่อยมาลองกันใหม่ ^- _ -^ อิ่มโพดๆ แล้ว อ้ออีกอย่างถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะมีพิซซ่าด้วย แต่ต้องโทรมาสั่งไว้ก่อนที่จะเข้าไปที่ร้าน(แต่เค้าไม่ยักบอกเบอร์ เราก็ไม่ทันได้ถาม).....

อิ่มแล้ว....อัลฮัมดุลิ้ลลา..

สำหรับผู้ที่สนในเมนูอาหารโดยเฉพาะเนื้อ ก็ไปลิ้มรสกันได้ ร้านเค้าเปิดทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ เวลาเปิด-ปิดร้าน น่าจะประมาณ 11 โมงถึง 2 ทุ่ม(ถ้าจำไม่ผิด) เนื้อนุ่ม ชุ่มลิ้น กินเพลิน.




หากการริวิวของผมมีสิ่งใดขาดตก บกพร่อง ต้องขอมะอัฟไว้ ณ ที่นี้ด้วย......วัสลาม.

                                                                                                                                    อบเชย.

                             


         

                                   

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รีวิวร้านชาบูมุสลิม นิดาชาบู

อัสลามุอะลัยกุมฯ....นิดาชาบู ชาบูไทยสไตล์มุสลิม

วันนี้มีโอกาสมา(ตั้งใจมา) เยือนถิ่นคู้ขวา แหล่งรวมร้านอาหารมุสลิมหลากหลาย แต่ถ้าเป็นอาหารสไตล์ชาบู ต้องบอกเลยว่าที่นิดาชาบูน่าจะเป็นทีแรกของคู้ขวา จากสื่ิอโฆษณาซึ่งหลักๆ บล็อกเกอร์เองจะพบเห็นในเฟซบุ๊ค เค้าบอกว่าชาบูมุสลิมสายพานแห่งแรกที่คู้ขวา ลงทุนด้วยงบประมาณหลักสิบล้านเลยทีเดียว!!  วันนี้ได้มาเยือนถึงที่แล้ว เลยมารีวิวตามสไตล์ของบล็อกเกอร์เลยละกัน

       การเดินทางมายังร้านเริ่มจากเข้าถนนคู้ขวา(ราษฎร์อุทิศ) มาไม่ไกล ผ่านศูนย์อาหารกองเอียดมาเล็กน้อย ก็จะเห็นตัวร้านอยู่ติดกับถนนชัดเจน ทีแรกคิดว่าไม่มีที่จอดรถ เพราะเห็นรถจอดข้างทางเป็นแถวยาวเลย แต่พอใกล้จะถึงร้านก็เห็นพนักงานยืนโบกรถให้เข้าไปจอดด้านหลังร้าน สังเกตเห็นว่ากำลังมีการปรับพื้นที่เป็นลานจอดรถ น่าจะจอดได้หลายคันเลย เมื่อจอดรถเสร็จก็ต้องเดินย้อนซอยออกมาเพื่อที่จะเข้าหน้าร้าน(ร้อนจริงๆเลย แอบสังเกตเห็นมีทางเข้าทางหลังร้าน แต่เหมือนจะไม่เปิดให้เข้า-ออก)
เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน จากรูปตัวอาคาร , ป้ายด้านบน , ทางเข้าหน้าร้าน ออกแบบมาค่อนข้างสวยงามน่าเข้าไปใช้บริการมาก  เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็จะพบกับสายพานลำเลียงขนาดใหญ่ 2 สายพาน ที่ขนาบข้างไปด้วยโต๊ะ(4 ที่นั่ง เสริมได้ 1 ที่นั่ง) พร้อมเตาไฟฟ้าและหม้อรอบริการอยู่








ด้านข้างประตูทางเข้าทำเป็นเคาเตอร์สำหรับชำระเงินค่าอาหาร มีช่องทางเดินแบ่งเป็น 3 ช่องทาง(หันหน้าเข้าร้าน) คือด้านซ้ายสุด , ด้านขวาสุด และตรงกลาง ด้านซ้ายและขวาจะเป็นจุดบรการเครื่องดื่ม , ของว่าง และขนม ส่วนช่องกลางเป็นทางเดินเข้าโต๊ะอาหาร มีห้องน้ำบริการด้านหลังร้านโดยจะอยู่สุดช่องทางเดินซ้าย  บรรยากาศโดยทั่วไปของร้านตกแต่งแบบเรียบๆ ไม่ได้มีอะไรโดเด่นสะดุดตานัก แต่จุดขายอยู่ที่สายพานลำเลียงจานอาหาร ในส่วนของจุดบริการเครื่องดื่ม และขนมของว่างต่างๆ ดูขัดกับร้านเล็กน้อย แต่ยังดีที่มีแบ่งเป็น 2 ฝั่งเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง
จากรูปจะเห็นได้ว่าผนังของร้านทั้ง 2 ด้าน เป็นกระจกบานใหญ่และมีม่านซึ่งกันแสงได้ไม่ดีนัก บวกกับร้านตั้งอยู่กลางแจ้ง(ไม่ได้อยู่ตามห้าง) ทำให้แสงแดดและความร้อนสาดส่องมาในร้านได้พอสมควร และอาหารประเภทชาบูต้องใช้ความร้อนอยู่แล้ว ทำให้ต้องเร่งแอร์สู้กับแดดแรงๆ ข้างนอกพอสมควร แต่ส่วนตัวบล็อกเกอร์เองรู้สึกว่าไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไปนัก

     


         ทีนี้มากล่าวถึงอาหารในร้านกันดีฝ่า...เมื่อลงนั่งปุ๊บ ก็มีพนักงานมาตั้งหม้อเติมน้ำซุปให้ สังเกตเห็นลักษณะขุ่น คล้ายน้ำซุปกระดูก แต่ไม่ทันได้ชิมรสชาติน้ำซุปซะก่อนว่าเป็นยังไง คุณน้องของบล็อกเกอร์ก็เทกระจาด เอ้ย! เทจานส่วนผสมทั้งเนื้อ ผัก ต่างๆ นาๆ ลงไปซะแล้ว เลยพลาดชิมน้ำซุปไป น้ำซุปที่นี่จะมีเพียงสูตรเดียว ต่างจากชาบูของที่อื่นๆ(อาจไม่ใช่มุสลิม) ที่จะมีน้ำซุปปลา หรือ น้ำซุปต้มยำเพิ่มมาด้วย  ในส่วนของเครื่อง หรือ อาหารต่างๆ ที่ลำเลียงมาตามสายพาน ก็จะมีผักกาดขาว , ผักบุ้ง , เห็ด , เนื้อ , ไก่ , กุ้ง , หมึก , ปลา ฯลฯ คล้ายๆ กับชาบู หรือ เนื้อย่างเกาหลีทั่วๆ ไป ซึ่งเมื่ือเทียบกับชาบูแบบที่ไม่ใช่มุสลิมแล้ว ยังขาดความหลากหลายพอสมควร  อ้อลืม++ เค้ายังมีเนื้อสไลซ์วางไว้ให้ 1 จาน จับคีบมาแกว่งๆ ในน้ำเดือดๆ แล้วจิ้มน้ำจิ้มเข้าปาก อันนี้ค่อนข้างโดนแต่ไม่มีเติมให้อ่ะ   พอพูดถึงน้ำจิ้มก็ว่ากันต่อเลย ที่นี่มีน้ำจิ้มหลักๆ 2 อย่างคือ น้ำจิ้มแจ่ว กับ น้ำจิ้มสุกี้ ความเห็นบล็อกเกอร์คิดว่าแจ่วจะออกหวานไปนิด ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ค่อนข้างโอเค เติมพริกกับกระเทียมไปหน่อยจะอร่อยมากขึ้น  นอกจากน้ำจิ้ม 2 ตัวนี้บนโต๊ะจะมีขวดซีอิ๊ว เข้าใจว่าเป็นประมาณโชยุไว้กินกับซูชิ และซอสมะเขือเทศเอาไว้จิ้มเฟรนซ์ฟรายด์เป็นแน่แท้  จุดเด่นของชาบูอีกอย่างนึงคือน้ำจิ้ม ถัาสามารถเพิ่มเติมในส่วนของน้ำจิ้มงา หรือ พอนสึ อีกสัก 2 ตัว อาจจะเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้มากขึ้น

       ของว่าง , ขนม และเครื่องดื่ม อยู่ในจุดรวมซึ่งต้องลุกไปบริการตัวเอง วันนี้ที่ร้านจัดน้ำไว้บริการ 5 รส คือ ลิ้นจี่ , ชามะนาว , องุ่น , สัปปะรด และน้ำสีฟ้าๆ(อันนี้จำชื่อไม่ได้)  ในมุมของว่างมีเฟรนซ์ฟรายด์กับโคนปีกไก่ทอด(น่องเล็กๆ)  , ซูชิ  และขนมจะมีลอดช่องน้ำกะทิ ไอศกรีม และผลไม้เป็น สัปปะรดกับแตงโม

กิน กิน กิน....จน......อิ่ม อิ่ม อิ่ม

ตอนนี้ทางร้านมีจัดโปรโมชั่นคนละ 259 บาท รวมทุกอย่างพร้อมเครื่องดื่ม(ให้เวลา 1ชั่วโมงครึ่ง) ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น ใครยังไม่ได้ลอง ก็ไปลองกันซะเดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ส่วนภาพหรือรายละเอียดเพิ่มเติมก็เข้าไปติดตามกันได้ทางเฟซของร้านเลย
https://www.facebook.com/pages/ร้านนิดาชาบู-ฮาล้าล/459115144260243

สรุปกันไปเลย.....

1. การเดินทางมาไม่ยาก ที่จอดรถถ้าเสร็จแล้วน่าจะเพียงพอกับลูกค้า แต่ต้องเดินมาเข้าหน้าร้าน ถ้ามีทางเข้าด้านหลัง หรือมีหลังคาทางเดินให้จะดีมากๆ เลย
2. การตกแต่งร้านทั้งภายในและภายนอกค่อนข้างดี จุดเด่นของร้านอยู่ที่สายพานลำเลียง
3. เมนูอาหารยังไม่หลากหลายหลายมากนัก รวมถึงน้ำซุปและน้ำจิ้มด้วย ส่วนอาหารที่เสิร์ฟบนสายพานมีความต่อเนื่องดี ไม่ขาดตอน
4. ราคาอาจยังดูแพงไปนิด แต่ถ้าเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นน่าจะดีกว่านี้
5. เนื้อสไลซ์ ถือว่าเป็นเมนูหนึ่งที่ดีมาก แต่เสียดายมีให้แค่จานเดียว

ท้ายสุดของการรีวิวร้านอาหารนิดาชาบู ความแปลกใหม่ของชาบูสไตล์มุสลิม ถือว่าเป็นนวัตกรรมของร้านอาหารมุสลิมที่จะเปิดโลกของการบริโภคอาหารที่มั่นใจในคุณภาพของอาหารและฮาลาล 100%   ชวนพี่น้องมาช่วยกันอุดหนุนร้านพี่น้องมุสลิมด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงจากสิ่งหะรอมและสิ่งที่คลุมเครือต่างๆ  .....วัสลาม.

**หากการรีวิวมีสิ่งบกพร่อง หรือกระทบในด้านใด ซึ่งเป็นการกระทำโดยสุจริต ทางบล็อเกอร์ต้องขอมาอัฟไว้ ณ ที่นี้ด้วย**

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อบเชย เชยๆ ในแบบร่วมสมัย


อบเชย
แต่ก่อนตอนเด็กๆ ช่วง 7-12 ขวบ นอกจากเล่นหลังเลิกเรียน หรือไปเล่นกับเพื่อนๆ ในวันหยุุด เรายังเป็นผู้ช่วยยายในการทำกับข้าว เช่น ช่วยตำน้ำพริกบ้าง(เคยตำแล้วน้ำพริกกระเด็นเข้าตา ยายให้อมเกลือแล้วหลับตา เอานิ้วหัวแม่โป้งเท้า จุ่มลงในชามที่ใส่น้ำ ยายบอกว่าจะหาย เท่าที่จำได้มันก็หายจริงๆ นะ แต่ไม่รู้ว่าวิทยาศาสตร์จะมีคำตอบไหม) หั่นผักบ้าง เดินไปซื้อของหรือเครื่องปรุงที่ขาดระหว่างยายกำลังทำกับข้าวบ้าง แต่ไม่กล้าที่จะทอดปลาหรือทอดไก่ เพราะกลัวน้ำมันกระเด็น
 ไอ้ตอนที่เดินไปหาซื้อของนี่แหละ ทำให้รู้สึกคุ้นเคยและชอบในรูปร่างของตัวที่ยายเรียกว่าเปลือกไม้ เอามาแกะ มาตำ มาอมดู เอ๊ะ?? มันหอมแปลกๆ นะ แต่ยังไม่รู้ว่าชื่อจริงๆ ของเจ้าเปลือกไม่นี้เค้าเรียกว่าอะไร ....เมื่อเกิดความสงสัยทีนี้ทำไงล่ะ ถึงคราวได้ไปเดินห้าง บังเอิญไปเห็นเจ้าเปลือกไม้นี้เข้า เลยหยิบมาดู ถึงได้รู้ว่ามันเรียกว่า อบเชย นั่นเอง
หลังจากทำความรู้จักกับเจ้าอบเชยแล้ว เรื่องราวมันก็ยังไม่จบเท่านั้น ด้วยความที่ได้เห็นและได้เรียนรู้มาบ้างเกี่ยวกับการทำอาหาร ประจวบเหมาะกับได้มาเรียนในสาขาวิชาทางด้านนี้ตอนสมัยมหาวิทยาลัย เลยอยากจะลองทำขนมเบเกอรี่หาสูตรต่างๆ นาๆ ก็ไปเจอไอ้ตัวนี้ cinnamon  เอ????มันคืออะไร เลยไปเสิร์ชหาจึงได้รู้ว่ามันก็คือ เจ้าอบเชยนี่เอง ทีนี้โลกของเราเปิดกว้างขึ้นมาอีกนิดนึงละ ไม่คิดว่าอบเชยที่เราเห็นใส่พะโล้ อาหารคาวที่กินอยู่ประจำ จะเอามาใส่ในขนมด้วย แถมในกาแฟก็ยังมีใส่เลย เลยต้องไปพิสูจน์กันสักที หากินเลยไม่ว่าจะขนม กาแฟ ที่มีอบเชย จะได้รู้ว่ามันเข้ากันได้จริงไหม พอได้ลองแล้วคุณจะรัก ประโยคนี้คล้ายๆ โฆษณาสักตัวหนึ่ง แต่เราว่ามันตรงกับความรู้สึกที่เราได้รับเลย ทั้งคาปูชิโน่โรยผงอบเชยนิดๆ กับ ซินเนม่อนโรล สักชิ้นนี่ฟินกันเลยทีเดียว


 
 อบเชย ด้วยชื่อภาษาไทยที่ดูเชยๆ แต่กลับถูกมาใช้ในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆ ทำให้ตัวมันดูทันสมัย หรือร่วมสมัย  คล้ายกับการใช้ชีวิตของคนเราในสังคมร่วมสมัย ที่มีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครับ เทคโนโลยีล้ำสมัย ถ้าเราก้าวตามสิ่งเหล่านั้นเราก็จะเข้าใจและใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประโยชน์ แต่ต้องไม่ใช้เกินความพอดี หรือใช้ไปในทางที่ผิด 
พื้นฐานของคนเราไม่ได้เกิดมาแล้วซึมซับเทคโนโลยีกันตั้งแต่เกิด แต่เราได้รับการสั่งสอนและเรียนรู้พื้นฐานของการใช้ชีวิตในบ้าน ในโรงเรียน ชุมชน และสังคมที่ใหญ่ขึ้น แต่การที่มีสังคมใหญ่ขึ้น รู้มากขึ้น กลับมีความรู้สึกว่าความสุขกลับลดลง เพราะเราใส่ใจอยู่กับสังคม ผู้คน และสื่งต่างๆ รอบตัวมากเกินไป จนลืมนึกถึงตัวของเรา ใจของเรา ตั้งแต่เด็กเราถูกปลูกฝังเรื่องศาสนา วัฒนธรรม คุณธรรม เพื่อให้สิ่งเหล่านี้คอยยึดเหนี่ยวและรักษาจิตใจของเราให้ไม่ฟุ้งซ่าน หรือหลุดลอยไปกับสิ่งใดจนมากเกินไป พึงยึดแกนพื้นฐานของชีวิต ทำตัวแบบอบเชย ที่ถึงแม้จะดูเชยๆ แต่ก็ยังร่วมสมัยอยู่ได้มาจนทุกวันนี้


อ้างอิงรูปภาพ:
http://www.pendulumthai.com/article_fridgechaptor18.html
http://flukeloveskb.blogspot.com/2012/06/1.html
http://www.coffeeshopreviewthailand.com/2012/06/blog-post.html
http://www.chowhound.com/food-news/158791/the-11-tastiest-ways-to-satisfy-your-cinnamon-roll-cravings/